ไทยได้รับประโยชน์จากการใช้งาน AI สูงสุดในภูมิภาค: นักพัฒนาไทยระบุว่า 70% ใช้ AI ช่วยลดเวลาทำงานได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และจากกลุ่มนี้มีจำนวน 54% ลดเวลาได้มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นับเป็นสัดส่วนสูงสุดในทั้งหมด 7 ประเทศที่ทำการสำรวจ
อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยผลการศึกษาฉบับล่าสุดซึ่งชี้ให้เห็นว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียกำลังก้าวข้ามจากการใช้งาน AI ที่เป็นเพียงผู้ช่วยในงานเฉพาะจุด ไปสู่การใช้ AI agent แบบอัตโนมัติตลอดทั้งวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ และพัฒนาเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
รายงาน Agoda AI Developer Report 2026 ฉบับนี้ทำขึ้นมาเพื่อสำรวจว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังปรับโฉมวิธีการทำงานของนักพัฒนา แนวทางบริหารต้นทุนขององค์กร ตลอดจนขอบเขตความรับผิดชอบของมนุษย์อย่างไรบ้าง
โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มนักพัฒนาในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้ทำให้เห็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่กำลังกำหนดทิศทางของ AI ในเฟสถัดไปของภูมิภาค
AI สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น แต่การตรวจสอบของมนุษย์ยังจำเป็นเสมอ
นักพัฒนาจากทั้ง 7 ประเทศที่สำรวจระบุว่าได้รับประโยชน์ด้านประสิทธิภาพการทำงานจาก AI ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกว่าครึ่งหนึ่ง (55%) ระบุว่าสามารถประหยัดเวลาทำงานได้อย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เทียบกับเพียง 18% ในปี 2568 ขณะที่คุณภาพของโค้ดที่สร้างโดย AI ก็ดีขึ้นตามไปด้วย โดย 62% ระบุว่าโค้ดที่ AI สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้งานได้ทันที หรือแทบไม่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมในเกือบทุกครั้ง
ทั้งนี้การใช้งาน AI ยังขยายครอบคลุมงานพัฒนาซอฟต์แวร์แทบทุกด้าน ตั้งแต่การรีวิวโค้ด การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ การแก้ไขข้อบกพร่อง ไปจนถึงการเรียนรู้และการจัดทำเอกสาร อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดย 86% ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของผลลัพธ์จาก AI อยู่เสมอหรือต้องยืนยันแทบทุกครั้ง
AI agent มาถึงเร็วกว่าที่คาด แต่ต้นทุนยังเป็นอุปสรรคต่อการขยายการใช้งาน
องค์กรกว่าครึ่งหนึ่งที่ทำแบบสำรวจ (53%) นำ AI agent มาใช้แล้วในบางกระบวนการทำงานจริง หรือใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วทั้งองค์กร แต่มีเพียง 38% เท่านั้นที่มองว่าโค้ดเบสของตนพร้อม หรือเกือบพร้อมรองรับการทำงานของ AI agent แบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ
ผู้ตอบแบบสอบถาม 28% ระบุว่าต้นทุนยังคงเป็นอุปสรรคหลักต่อการขยายการใช้งาน ตามมาด้วยความซับซ้อนในการผสานระบบ (24%) และการขาดกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน (19%) รายงานยังชี้ว่าต้นทุนของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าใช้จ่ายในการเรียกใช้โมเดลเท่านั้น หากยังครอบคลุมถึงงานที่จำเป็นในการออกแบบ ผสานระบบ ตรวจสอบ และยืนยันความน่าเชื่อถือของ agent ด้วย ทั้งนี้ 4 ใน 5 ขององค์กรยังดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดด้านการใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นโควตาโทเคน เพดานการใช้งาน หรือข้อจำกัดด้านงบประมาณ
ความเป็นอิสระของ AI เพิ่มขึ้น แต่ความรับผิดชอบยังคงอยู่ที่มนุษย์
นักพัฒนาพร้อมเปิดทางให้ AI agent มีความเป็นอิสระมากขึ้นในงานที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถแก้ไขย้อนกลับได้ เช่น การจัดทำเอกสาร แต่เมื่องานเข้าใกล้ขั้นตอนการใช้งานจริงมากขึ้นเท่าใด ความต้องการการกำกับดูแลจากมนุษย์ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น สะท้อนจากตัวเลข 79% ที่ยืนยันว่าการใช้งานจริงต้องผ่านการอนุมัติจากมนุษย์เสมอ
บทบาทของนักพัฒนาเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน โดยทักษะด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ ความรอบรู้ด้าน AI และการควบคุมดูแลการทำงานของ agent กำลังก้าวขึ้นมาเป็นทักษะสำคัญแห่งอนาคต อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้ยังไม่ราบรื่นเท่ากันในทุก ๆ กลุ่ม โดยนักพัฒนาระดับต้นเกือบครึ่งหนึ่ง (49%) รู้สึกไม่มั่นคงต่อโอกาสก้าวหน้าในสายอาชีพมากขึ้น เทียบกับผู้บริหารระดับ CTO และรองประธานฝ่ายวิศวกรรมที่รู้สึกไม่มั่นคงเช่นเดียวกันที่ 17%
ไอดาน ซัลซ์เบิร์ก, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของอโกด้า กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนโฉมวิธีการทำงาน การเรียนรู้ และการทำงานร่วมกันของนักพัฒนาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงเครื่องมือเร่งความเร็วในงานเฉพาะบุคคล วันนี้ AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ ทุกอุตสาหกรรมต่างเห็นประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และเริ่มนำ agent เข้ามาใช้งานในขั้นตอนต่าง ๆ ของวงจรการพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความสามารถที่เพิ่มขึ้นย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบใหม่เสมอ ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเรียกใช้โมเดลเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การทำงานที่จำเป็นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ AI ในการใช้งานจริง องค์กรที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเฟสถัดไปนี้ คือองค์กรที่บริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ วางมาตรการป้องกันที่เหมาะสม และรักษาการตัดสินใจของมนุษย์ไว้ในจุดที่สำคัญที่สุด”
การศึกษาครั้งนี้จัดทำขึ้นโดยอโกด้าร่วมกับ Macramé Consulting โดยในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค อโกด้ามุ่งมั่นสนับสนุนบุคลากรด้านเทคโนโลยีในท้องถิ่น ส่งเสริมนวัตกรรม และแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้นักพัฒนาและองค์กรต่าง ๆ วางแนวปฏิบัติด้าน AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบ
นอกเหนือจากความมุ่งมั่นด้าน AI แล้ว อโกด้ายังมีที่พักสำหรับวันหยุดกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางการบินกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมท่องเที่ยวกว่า 300,000 รายการ ซึ่งทั้งหมดสามารถรวมไว้ในการจองเดียวกันได้