SCB WEALTH จัดกิจกรรม Exclusive Investment Talk : The Next Move อ่านเกมตลาด…สู่โซลูชันการลงทุนที่ตอบโจทย์ทุกสภาวะ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก SCBAM เปิดทิศทางโลกการลงทุน มองแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก AI ที่ยังเติบโต รับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI แต่ความผันผวนยังคงอยู่จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลห่วงโซ่อุปทานพลังงานหยุดชะงัก สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อต่อทิศทางนโยบายการเงิน แนะนักลงทุนให้ความสำคัญกระจายความเสี่ยง ลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ ชู 2 กองทุนเด่น SCBGMCORE(A)* มุ่งสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในหลากหลายสภาวะตลาด และตัวเลือกสำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่สูง SCBGOFIX(A)* ที่ลงทุนตราสารหนี้ 100%
นายปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล Director ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในปีนี้ มีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยใหญ่ที่สร้างความผันผวนให้ตลาด จากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการทำบันทึกข้อตกลง(MOU) หยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่ดูเหมือนการเจรจาก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับสงครามมากขึ้น โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ไว้อยู่ในระดับ 3% ปรับลดลงเพียงเล็กน้อยจากประมาณการเดิม ส่วนปี 2570 คาดว่าจะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ด้านตลาดหุ้น มีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเดือน มี.ค.-เม.ย. แต่หลังจากนั้น ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ค่อยๆ ฟื้นตัว โดยหลายตลาดกลับมาอยู่ในระดับเดิมก่อนเกิดสงคราม ขณะที่บางตลาดทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง ซึ่ง SCBAM มองว่า ภาพของตลาดหุ้นก็สะท้อนความยืดหยุ่นในการรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ ภาพรวมความไม่แน่นอนยังมีอยู่ แต่หากสถานการณ์ไม่ได้กลับไปรุนแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. และราคาน้ำมันดิบโลก ไม่ได้พุ่งขึ้นไปยืนระดับเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นานนับเดือน SCBAM มองว่า เศรษฐกิจโลกก็น่าจะยังรับมือได้ โดยเศรษฐกิจโลกยังคงมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลที่เกี่ยวกับ AI สะท้อนได้ผ่านการที่ผู้ส่งออกหลายประเทศ สามารถผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับ AI ช่วยหนุนเศรษฐกิจเติบโตได้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม หากตัดรายการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับชิป เซมิคอนดักเตอร์ออกไป การส่งออกของประเทศต่างๆ รวมถึงจีน อาจเติบโตไม่สูงนัก ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากสงคราม ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนและเงินเฟ้อ
“แรงผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาจาก AI คาดว่าจะยังไปต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ แม้ ราคาหุ้นหลายตัวเกี่ยวกับ AI จะปรับตัวขึ้นมามากแล้ว แต่เส้นทางการเติบโตของ AI ยังไม่ได้สิ้นสุดทางเลื่อน ยังมีโอกาสไปต่อ โดยปัจจุบันอยู่ในยุค Generative AI หรือ AI ที่พูดคุยด้วยภาษามนุษย์ ส่วนยุคต่อไปคือ Agentic AI หรือ AI ที่รับคำสั่งแล้วสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ต้องสั่งหลายครั้ง แต่เป็นงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งทำให้ความต้องการใช้พลังงานประมวลผลสูงขึ้น และ ความต้องการชิปก็น่าจะยังไปต่อ” นายปิยะภัทร์ กล่าว
สำหรับ ประเด็นราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังสงคราม ที่ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น แม้ในช่วงนี้ เงินเฟ้ออาจชะลอลงบ้างจากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ยังเบาใจไม่ได้ เนื่องจากสงครามยังหาข้อสรุปไม่ได้ โดยเงินเฟ้อมีผลต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จากเดิมที่ตลาดมองว่า Fed น่าจะลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ แต่หลังเงินเฟ้อเร่งขึ้น ตลาดจึงตัดความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยออกไป ขณะที่ Fed มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวขึ้น อย่างไรก็ตามต้องจับตา Kavin Warsh ประธาน Fed ซึ่งที่ผ่านมาลดการสื่อสารกับตลาดลงมา พยายามไม่ให้ทิศทางข้างหน้า (Forward Guidance) เพื่อไม่ให้ตลาดไปตีความเอง แต่ในความจริงกลับห้ามการตีความไม่ได้ ซึ่งการให้ข้อมูลน้อยลง ทำให้ตลาดตีความไปแตกต่างกันมาก ความผันผวนจึงอาจมากขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วง 5-6 ปีหลัง มีเหตุการณ์ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ทั้งโควิด ที่คนเดินทางได้ยาก การผลิตทำได้ยาก แต่เมื่อเศรษฐกิจกลับมาทั่วโลก คนซื้อของพร้อมกัน ก็เกิดปัญหาตู้สินค้าขาดแคลนแทน ขณะที่ สงครามที่เกิดขึ้นในรอบนี้ ทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องห่วงโซ่อุปทานพลังงานค่อนข้างมาก จากการที่น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ขนส่งออกมาไม่ได้ และในช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีแนวโน้มเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดบ่อยครั้ง ดังนั้นแม้ตลาดจะลดน้ำหนักความกังวลบนปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ไปพอสมควร แต่ประเด็นนี้ทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะหากสถานการณ์ลากยาวต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดี จากการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ลดน้อยลง รวมทั้งหากราคาน้ำมันเด้งกลับขึ้นมาอยู่ในระดับ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อีกครั้ง
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน เนื่องจากไม่มีสินทรัพย์ใดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดได้ทุกปี ในแต่ละปีสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นมักแตกต่างกันไป โดยการลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นทางเลือกกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจ เนื่องจากมีทางเลือกหลากหลาย ทั้งประเภทสินทรัพย์ กลุ่มประเทศ รวมถึงธีมการลงทุน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ตามโอกาส และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้
นางนวรัตน์ เจียมกิจรุ่ง Director ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน SCBAM กล่าวว่า ในสภาวะที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนเพิ่มขึ้น การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) และการกระจายการลงทุนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
ในอดีต นักลงทุนมักคุ้นเคยกับแนวทางการจัดพอร์ตแบบดั้งเดิม หรือ 60/40 Portfolio ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% โดยแนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสินทรัพย์ทั้งสองประเภทมักเคลื่อนไหวในทิศทางสวนทางกัน ส่งผลให้สามารถช่วยลดความผันผวนและสร้างสมดุลให้กับพอร์ตได้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปี 2565 นักลงทุนได้เห็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป เมื่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ปรับตัวลดลงพร้อมกันจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตแบบ 60/40 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนให้เห็นว่าการพึ่งพาสินทรัพย์เพียงสองประเภทอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับความท้าทายของสภาวะตลาดในปัจจุบัน
ทำให้ SCBAM มองว่า การแบ่งการลงทุนตามประเภทสินทรัพย์แบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างพอร์ตที่สามารถรับมือกับสภาวะตลาดในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ร่วมมือกับ BlackRock ในการพัฒนาโซลูชันสำหรับพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) ผ่านกองทุน SCBGMCORE(A) ระดับความเสี่ยง 5 ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง
กองทุน SCBGMCORE(A) เป็นกองทุนผสม มีนโยบายลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกที่มีสภาพคล่อง (Liquid Alternatives) โดยสินทรัพย์ทางเลือกดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นและตราสารหนี้ในระดับต่ำ ช่วยเพิ่มแหล่งที่มาของผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุน ลดการพึ่งพาสินทรัพย์แบบดั้งเดิม และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม พร้อมเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอในหลากหลายสภาวะตลาด
สำหรับพอร์ตลงทุนของ SCBGMCORE(A) สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ ในส่วนแรก Diversified ETF Core อาศัยจุดแข็งของ BlackRock และเครือข่ายกองทุน iShares ที่มีทางเลือกการลงทุนครอบคลุมสินทรัพย์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ หุ้นตามธีมการลงทุน ตราสารหนี้ และทองคำ รวมถึง ETF ทั้งแบบ Active และ Passive ทั้งนี้ กองทุนใช้โมเดลการลงทุนในการคัดเลือก ETF ที่เหมาะสมและทำการวิเคราะห์และพิจารณาความเหมาะสมอีกขั้นหนึ่ง
ส่วนที่สอง Liquid Alternatives โดยกองทุนจะลงทุนผ่านกองทุน Flagship ของ BlackRock ซึ่งมีกลยุทธ์การลงทุนที่จะมีสัมพันธ์กับหุ้นโลกและตราสารหนี้ในระดับต่ำ และมีความผันผวนต่ำกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุนโดยรวม
ส่วนที่สาม เป็นการนำกลยุทธ์ควบคุมความผันผวน หรือ Volatility Control ซึ่งเป็นโมเดลบริหารความผันผวนลิขสิทธิ์เฉพาะของ BlackRock มาใช้ติดตามความเสี่ยงของพอร์ตอย่างสม่ำเสมอในทุกวัน เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตได้อย่างทันท่วงทีตามสภาวะตลาด โดยในภาวะตลาดปกติ ระบบจะประเมินความผันผวนที่คาดการณ์ในช่วง 30 วันข้างหน้า ขณะที่ในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงหรือเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ ระบบจะปรับมาใช้การประเมินความผันผวนในกรอบ 10 วันข้างหน้าเป็นหลัก และอาจเพิ่มสัดส่วนการถือครองเงินสดผ่านการลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและช่วยรักษาเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนในระยะสั้น
“BlackRock เป็นบริษัทหลักทรัพยจัดการกองทุนที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย โดยมีกองทุนรวมหุ้นที่ครอบคลุมแทบทุกประเทศ ทุกธีม รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่ครอบคลุมทุกธีมทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี ทีม Multi Asset Strategy ที่บริหารสินทรัพย์ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นทีมที่ดูแล SCBGMCORE(A) โดยใช้หลากหลายทางเลือกการลงทุน ซึ่งช่วยให้กระจายการลงทุนได้ง่าย บริหารพอร์ตการลงทุนอย่างยืดหยุ่น สอดคล้องกับทุกสภาวะตลาด” นางนวรัตน์ กล่าว
นอกเหนือจาก SCBGMCORE(A) ในกรณีที่นักลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่สูง ต้องการกระจายความเสี่ยงลงทุนอย่างระมัดระวัง ยังมีอีกทางเลือกลงทุน ได้แก่ กองทุนรวม SCBGOFIX(A) กองทุนตราสารหนี้ ความเสี่ยง 4 เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำได้ โดยกองทุนนี้จะลงทุนในตราสารหนี้ 100% เน้นจัดพอร์ตตราสารหนี้ยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรดอกเบี้ย บริหารสินทรัพย์เชิงรุกสอดรับทิศทางตลาด ผ่าน ETF ตราสารหนี้ และ การลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่ใช้ Futures ช่วยบริหาร Duration อย่างยืดหยุ่น กระจายการลงทุนหลากหลายทั่วโลก โดยกองทุนนี้ บริหารโดยทีมผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ระดับโลก ของ BlackRock ที่บริหารสินทรัพย์มากกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนความเชี่ยวชาญที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความเชื่อมั่น