การเติบโตของ Cloud, AI และบริการดิจิทัล ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ขณะเดียวกัน การเข้ามาลงทุนของผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกก็ทำให้ประเทศไทยถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในจุดหมายใหม่ของธุรกิจ Data Center ในภูมิภาค
ที่ผ่านมา Data Center มักถูกพูดถึงผ่านมุมมองด้านโอกาส ทั้งการลงทุน การพัฒนา Digital Infrastructure และบทบาทต่อเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)
อย่างไรก็ตาม กระแสข่าว Data Center ในกรุงเทพฯ ได้ทำให้บทสนทนาเปลี่ยนไป จากเรื่องของเทคโนโลยีและการลงทุนที่อาจดูห่างไกลจากชีวิตประจำวัน กลายเป็นคำถามที่ใกล้ตัวมากขึ้น ตั้งแต่การใช้พลังงานและทรัพยากร ความปลอดภัยของพื้นที่ชุมชน ไปจนถึงความพร้อมของกฎหมายและหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแล
บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด จึงรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ dxt:360 เพื่อฟังเสียงบนสื่อสังคมออนไลน์ (Social Listening) ในช่วงวันที่ 16 สิงหาคม – 3 กันยายน 2569 เพื่อสำรวจว่า เมื่อ Data Center เข้ามาอยู่ในบทสนทนาของสังคม คนบนโซเชียลกำลังพูดถึงเรื่องอะไร มองการเติบโตนี้อย่างไร และคาดหวังให้เกิดการจัดการในทิศทางใด
สิ่งที่พบคือ แม้ Data Center จะยังถูกเชื่อมโยงกับโอกาสด้าน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่พื้นที่ของประชาชน คำถามกลับขยายไปไกลกว่าเรื่องเทคโนโลยี และเริ่มพูดถึง “ผลกระทบ” “ความเสี่ยง” และ “ผลประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ” จากการเติบโตครั้งนี้
5 ประเด็นหลักที่คนพูดถึง Data Center มากที่สุด

จากการสำรวจบทสนทนาบนโซเชียลมีเดีย พบว่าความสนใจเกี่ยวกับ Data Center ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือการลงทุน แต่ครอบคลุมตั้งแต่พลังงานและทรัพยากร ความปลอดภัย ผลกระทบต่อชุมชน ไปจนถึงคำถามเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการกำกับดูแล โดยสามารถแบ่งประเด็นหลักได้เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
1. AI เทคโนโลยี และ Digital Infrastructure (33.0%): ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยังคงเป็นบทบาทของ Data Center ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุค AI และ Cloud ทั้งข่าวเกี่ยวกับชิป บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้น บ่งชี้ว่าในสายตาของผู้ใช้งาน Data Center ยังถูกเชื่อมโยงกับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างชัดเจน
2. พลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (21.5%): การใช้ทรัพยากรเป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจสูง โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งนำไปสู่คำถามเรื่องความเพียงพอของพลังงานและผลกระทบต่อค่าไฟของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการใช้น้ำเพื่อระบบหล่อเย็น ความร้อน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแนวคิดด้านพลังงานทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของ Data Center ในอนาคต
3. ความปลอดภัย กฎหมาย และการตั้ง Data Center ในเมือง (20.4%): กระแสข่าว Data Center ย่านพระราม 9 ทำให้เรื่องที่เดิมดูเป็นประเด็นเฉพาะด้านเทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ตั้งแต่การเก็บน้ำมันดีเซลสำรอง ใบอนุญาต การทำ EIA ไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของผังเมือง ประเภทอาคาร และกระบวนการขออนุญาต โดยเฉพาะเมื่อ Data Center ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลและพื้นที่ชุมชน คำถามสำคัญจึงขยับไปสู่เรื่องว่า Data Center ควรตั้งอยู่ที่ใด และกฎเกณฑ์ที่มีอยู่สามารถรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่นี้ได้เพียงพอหรือไม่
4. การลงทุน เศรษฐกิจ และผลประโยชน์ต่อประเทศไทย (17.1%): Data Center ยังคงถูกพูดถึงในฐานะโอกาสด้านการลงทุน ทั้งจากเงินลงทุนของบริษัทต่างชาติ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนโอกาสของธุรกิจในกลุ่มพลังงาน นิคมอุตสาหกรรม และตลาดทุน อย่างไรก็ตาม บทสนทนาบางส่วนเริ่มขยับจากคำถามว่า “มีเงินลงทุนเข้ามาเท่าไร” ไปสู่ “ประเทศไทยได้รับอะไรจากการลงทุนนี้” ทั้งการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมูลค่าที่จะตกอยู่กับธุรกิจและบุคลากรไทย
5. ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ (8.0%): แม้จะมีสัดส่วนน้อยที่สุด แต่เป็นประเด็นที่สะท้อนคำถามเกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล กระบวนการอนุญาต และความโปร่งใสในการดำเนินงาน
แม้ Data Center จะยังถูกเชื่อมโยงกับ AI และโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่บทสนทนาบนโซเชียลชี้ให้เห็นว่า ความสนใจของสังคมได้ขยายไปถึงต้นทุนที่ตามมาด้วย ทั้งพลังงาน ทรัพยากร ความปลอดภัย และการกำกับดูแล ทำให้บทสนทนาเกี่ยวกับ Data Center ขยายจากเรื่องเทคโนโลยี ไปสู่คำถามเรื่องผลกระทบที่สังคมต้องรับร่วมกันมากขึ้น
แล้วสังคมโซเชียลมอง Data Center อย่างไร?

เมื่อเจาะลึกลงไปในความคิดเห็นของผู้ใช้งาน พบว่าท่าทีส่วนใหญ่ยังไม่ได้แบ่งออกเป็น “สนับสนุน” หรือ “ต่อต้าน” อย่างเด็ดขาด แต่ยังอยู่ในช่วงของการตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนข้อมูล และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจนมีสัดส่วนมากที่สุด บ่งชี้ว่าประเด็น Data Center ยังอยู่ในช่วงที่ประชาชนกำลังทำความเข้าใจและประเมินข้อมูลรอบด้าน
- ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน ให้ข้อมูล หรือตั้งคำถาม (63.2%): ความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงท่าทีสนับสนุนหรือต่อต้านโดยตรง แต่เป็นการถามข้อมูลเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง หรือพยายามทำความเข้าใจผลกระทบของ Data Center ทั้งเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ การจ้างงาน และกฎหมาย ชี้ให้เห็นว่า Data Center ยังเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับคนทั่วไป และหลายคนยังอยู่ในขั้นประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้จะส่งผลต่อชีวิตและเศรษฐกิจอย่างไร
- กังวลหรือไม่เห็นด้วย (32.1%): ความกังวลส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธ Data Center ในฐานะเทคโนโลยี แต่เกิดจากผลกระทบที่อาจตามมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานและทรัพยากร ความปลอดภัยของชุมชน การตั้งอยู่กลางเมือง รวมถึงคำถามว่าระบบกำกับดูแลมีความพร้อมเพียงใด โดยเฉพาะการตั้งอยู่ย่านชุมชนอย่างพระราม 9 ยิ่งทำให้ความเสี่ยงที่เดิมดูไกลตัวถูกมองเป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นใกล้บ้านได้
- สนับสนุน หรือยอมรับได้ภายใต้เงื่อนไข (4.7%): เสียงที่มอง Data Center ในเชิงบวกมีสัดส่วนไม่มาก แต่สะท้อนมุมมองว่าการลงทุนประเภทนี้มีความจำเป็นต่อ AI เศรษฐกิจดิจิทัล และการแข่งขันของประเทศ อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนจำนวนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ผูกอยู่กับความคาดหวังว่าต้องมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย กฎหมาย และการบริหารจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม
ทางออกในสายตาผู้ใช้โซเชียลคืออะไร?

เมื่อพิจารณาเฉพาะความคิดเห็นที่เสนอแนวทางหรือสิ่งที่ควรดำเนินการ พบว่าข้อเสนอส่วนใหญ่ที่ปรากฏไม่ได้มุ่งไปที่การปฏิเสธ Data Center โดยตรง แต่ให้น้ำหนักกับการสร้างกติกา ระบบกำกับดูแล และการจัดการผลกระทบให้ชัดเจนมากกว่า เพื่อให้การเติบโตของ Data Center สามารถเกิดขึ้นควบคู่กับประโยชน์ของสังคม
1. กฎหมาย การกำกับดูแล และความโปร่งใส (43.8%): ทางออกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการมีกฎหมายและเกณฑ์กำกับ Data Center ที่ชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการอนุญาต การประเมินผลกระทบ ไปจนถึงการระบุหน่วยงานเจ้าภาพที่สามารถตรวจสอบและรับผิดชอบได้ โดยความโปร่งใสของข้อมูลและกระบวนการกลายเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน
2. จัดการทรัพยากรและผลประโยชน์ให้คุ้มค่า (38.0%): อีกความคาดหวังสำคัญคือการทำให้ต้นทุนที่ประเทศต้องใช้เพื่อรองรับ Data Center ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำ หรือโครงสร้างพื้นฐาน สอดคล้องกับประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ ทั้งในรูปของการจ้างงาน รายได้ ภาษี การพัฒนาบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หาก Data Center ใช้ทรัพยากรของประเทศมาก ประชาชนก็ต้องการเห็นคุณค่า ที่กลับคืนสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน
3. การจัดการพื้นที่ตั้งและความปลอดภัยของชุมชน (18.2%): กลุ่มสุดท้ายให้ความสำคัญกับสถานที่ตั้งและมาตรฐานความปลอดภัย ประชาชนกลุ่มนี้เสนอให้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center แยกออกจากพื้นที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล หรือสถานศึกษา รวมถึงเพิ่มมาตรการตรวจสอบเชื้อเพลิงสำรองและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับข้อถกเถียงหลังกรณี Data Center กลางเมืองที่ทำให้เรื่องระยะห่างจากชุมชนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของประเด็นนี้ โดยอาจต้องดูข้อกำหนดการวางผังเมืองกรุงเทพฯ ว่ามีข้อกำหนดไว้หรือไม่
บทเรียนระดับโลก: ไทยไม่ได้เผชิญโจทย์นี้เพียงลำพัง
กรณีจากต่างประเทศพบว่า หลายประเทศกำลังเผชิญโจทย์คล้ายกันในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของ Data Center ความมั่นคงด้านพลังงาน และการวางแนวทางบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่โดยรอบ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งเคยทบทวนแนวทางการอนุมัติ Data Center ช่วงหนึ่ง เพื่อกำหนดเงื่อนไขและมาตรฐานที่เหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร
กรุงเทพฯ จึงไม่ได้เผชิญคำถามที่แตกต่างจากเมือง Data Center สำคัญทั่วโลกมากนัก แต่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องหาสมดุลระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของทรัพยากร และการยอมรับจากชุมชน
บทสรุป: เมื่อความไว้วางใจจากสังคมคือหัวใจสำคัญ
ข้อมูลจาก Social Listening ชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายของ Data Center ในบทสนทนาบนโซเชียลไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคำถามที่ตามมากับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพยากร ความปลอดภัย ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ และความชัดเจนว่าใครเป็นผู้กำกับดูแล
เสียงส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงของการตั้งคำถามและประเมินข้อมูล มากกว่าจะปฏิเสธหรือสนับสนุน Data Center อย่างเด็ดขาด ขณะที่เมื่อเสียงโซเชียลพูดถึง “ทางออก” สิ่งที่ให้ความสำคัญมากที่สุดกลับเป็นกติกาที่ชัดเจน การบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสม และมาตรฐานที่ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจและความไว้วางใจจากสังคม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในอนาคต
จากข้อมูลจึงสะท้อนว่า คำถามสำคัญในบทสนทนาบนโซเชียลอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า “ประเทศไทยควรมี Data Center หรือไม่” แต่เป็นคำถามว่า
“หาก Data Center จะเติบโตในประเทศไทย โอกาสทางเศรษฐกิจนั้นจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างไร โดยไม่ผลักภาระต้นทุนและความเสี่ยงให้แก่ประชาชน”
ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 16 ส.ค. – 3 ก.ย. 2569 จาก Facebook, Instagram, X, TikTok, YouTube และ Pantippre
เกี่ยวกับ dxt:360
dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ