ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในวงกว้าง กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ เดินหน้าลงมือทำ จัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมสนับสนุน โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day ผ่านแคมเปญ “Now For Climate” ที่ชวนทุกภาคส่วนร่วมลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ เข้าร่วมในฐานะพันธมิตรภาคเอกชนของประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เดินหน้าขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญ “Central Group Love the Earth” ผ่านการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งการดำเนินธุรกิจการพัฒนาชุมชน และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวมากกว่า 50,000 ไร่ และลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบไม่น้อยกว่า 30% ภายในปี 2030
คุณพิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เราจึงมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านการดำเนินงานที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในมิติของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน รวมถึงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อร่วมส่งต่อโลกที่ดีขึ้นให้กับคนรุ่นต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างบูรณาการ ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ “ธุรกิจ – ชุมชน – ระบบนิเวศ” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ด้านธุรกิจ: กลุ่มเซ็นทรัลผลักดันให้ทุกกลุ่มธุรกิจในเครือนำแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ในทุกกระบวนการดำเนินงาน ตั้งแต่การออกแบบอาคาร การใช้พลังงาน การจัดการขยะ การขนส่ง ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เดินหน้าส่งเสริมการบริโภคอย่างรับผิดชอบ ผ่านโครงการ “ฮักโลก” (Hug the Earth) ร่วมกับหอการค้าไทย โดยรวบรวมสินค้าที่มีฉลากรักษ์โลกไว้ในพื้นที่จำหน่ายของห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือ อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล โรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต ซีเอ็มจี ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ ไทวัสดุ เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท และบีทูเอส เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้สะดวกยิ่งขึ้น และปรับเปลี่ยนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงขยายจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์และจุดคัดแยกขยะภายในสาขาต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ขณะเดียวกัน ยังผลักดันระบบ Green Transportation ในกระบวนการขนส่งและโลจิสติกส์ ผ่านการใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV) และการวางแผนเส้นทางขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซล 1,023,209 ลิตรต่อปี เทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 2,706 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคา โดย ณ ปี 2025 มีการติดตั้งแล้ว 184 แห่ง สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ 204,818 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้กว่า 102,389 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี โดยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเทียบกับพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดเป็น ร้อยละ 23
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับศูนย์การค้าสู่แนวคิด “Green & Sustainable Shopping Destination” ผ่านการพัฒนาและบริหารจัดการอาคารเขียวอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมด้านพลังงาน ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และชุมชน โดยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ผ่านการออก Green Bond และ Sustainability-linked Bond รวมกว่า 22,300 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด อาคารเขียว และโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังจัดตั้ง Central Pattana Green Growth เพื่อติดตั้ง Solar Rooftop แล้วกว่า 30 โครงการทั่วประเทศ มีกำลังผลิตรวม 25.7 เมกะวัตต์ และช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่า 50 ล้านหน่วยต่อปี
ปัจจุบัน “เซ็นทรัล นครสวรรค์” และ “เซ็นทรัล จันทบุรี” เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกและแห่งที่สองของไทยที่ได้รับมาตรฐานอาคารเขียว TREES ระดับ Gold ขณะที่ “เซ็นทรัล กระบี่” ตั้งเป้าเป็นต้นแบบโครงการยั่งยืนแห่งแรกของไทยที่ได้รับมาตรฐานสากล EDGE Certification – Zero Level ในอนาคต
ด้านการจัดการขยะ ในปี 2568 บริษัทสามารถลดสัดส่วนขยะฝังกลบได้เหลือ 54% ของปริมาณขยะทั้งหมด คิดเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก 123,745 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมตั้งเป้าลดขยะฝังกลบเหลือ 30% ภายในปี 2030 และส่งเสริมการแยกขยะร่วมกับลูกค้าผ่านรีไซเคิลสเตชั่น ชุมชนและร้านค้าผู้เช่ากว่า 190 ชุมชน
พร้อมกันนี้ ยังขยายความร่วมมือผ่านโครงการ Green Partnership กับผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ครอบคลุมมากกว่า 2,000 สาขา เพื่อผลักดันความยั่งยืนสู่ Ecosystem ของพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่กับการดำเนินงานด้านชุมชนผ่านแนวคิด CSV Region เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ขับเคลื่อนแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ ปลา P.O.P. ‘Plastic Only Please!’ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และให้ความสำคัญกับการจัดการขยะพลาสติก โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราทุกแห่ง ได้จัดสร้างรูปปั้นปลา P.O.P. เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้มีการแยกขยะพลาสติก
ในปี 2568 มีขยะพลาสติกรวม 4,223 กิโลกรัม ถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ช่วยลดปริมาณขยะที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ พร้อมเดินหน้าลดการใช้น้ำและพลังงาน ผ่านโครงการ “Going Greener” “Reserve Water Drop” และ “My Green Day” ที่เชิญชวนลูกค้าร่วมลดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว และการทำความสะอาดห้องพักสำหรับผู้เข้าพักต่อเนื่อง
จากความร่วมมือของลูกค้าในปี 2568 มีห้องพักเข้าร่วมโครงการกว่า 441,858 ห้อง สามารถลดการใช้ผ้าปูที่นอนและผ้าเช็ดตัวได้กว่า 7.6 ล้านชิ้น ช่วยประหยัดน้ำได้ 6,570 ลูกบาศก์เมตร ประหยัดพลังงาน 13,752 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน น้ำ และสารเคมีรวมกว่า 54 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยัง จัดการอาหารส่วนเกิน หรือ Food Surplus อาหารที่ผลิต จัดเตรียม หรือเหลือจากการจำหน่าย แต่ยังคงมีคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน สามารถนำมารับประทานต่อได้ตามปกติ ผ่านการบริจาคอาหารส่วนเกินให้กับ มูลนิธิ SOS (Scholars of Sustenance Thailand) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560–2568 รวมปริมาณอาหารกว่า 164,776 กิโลกรัม หรือเทียบเท่าอาหารกว่า 654,722 มื้อ และช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 372,142 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ตลาดจริงใจมาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่ ส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนในระดับชุมชน ผ่านการจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย สินค้าท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร ทั้งการคัดแยกขยะ การลดใช้พลาสติก และการนำเศษอาหารเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างเหมาะสม รวมถึงมีการจัดทำห้องให้ความรู้ในเรื่องของการบริหารจัดการขยะเพื่อลูกค้าหรือประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้ ปัจจุบัน สามารถลดปริมาณขยะได้กว่า 7 ตันต่อปี และมีผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 314 ราย สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนกว่า 463.5 ล้านบาทต่อปี
ด้านชุมชน: สร้างความเข้มแข็งควบคู่การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม กลุ่มเซ็นทรัล เชื่อว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่ จึงเดินหน้าส่งเสริมแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน และสนับสนุนชุมชนในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านโครงการต่าง ๆ
ส่งเสริมเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Farming) นำร่อง โดยร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ด้านเกษตรอินทรีย์และวนเกษตร และ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ด้านพืชมูลค่าสูง อาทิ อะโวคาโด้สายพันธุ์แฮสส์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกสู่ระบบเกษตรฟื้นฟู ที่ช่วยฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดการใช้สารเคมี และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินปัจจุบัน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7,000 ไร่
อีกหนึ่งโครงการสำคัญ คือ Zero Burning Initiative โมเดล “เลิกเผาด้วยรายได้” ที่ไม่ได้มุ่งเพียงรณรงค์ให้หยุดเผา แต่เป็นการสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน ตลาดรับซื้อ และความร่วมมือจากภาคีในพื้นที่ในพื้นที่นำร่อง 10,000 ไร่ ที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีการส่งเสริมวนเกษตร กาแฟ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ไผ่ และพืชมูลค่าสูงในโรงเรือน ผ่านระบบเกษตรพันธสัญญาที่ช่วยสร้างรายได้แน่นอนให้เกษตรกร โดยไม่ต้องพึ่งการเผาเป็นต้นทุนพร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนา Smart Forest Platform เพื่อวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน ติดตามพื้นที่เผาไหม้และจุดความร้อน (Hotspot) แบบ Real-time รวมถึงประเมินศักยภาพด้านคาร์บอน เพื่อสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน พื้นที่นำร่องไม่มีการเผาในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าสามารถลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกรวมได้กว่า 5,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จากทั้งการหยุดเผา การเติบโตของวนเกษตร และการฟื้นตัวของป่าต้นน้ำ
ด้านระบบนิเวศ: ตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 15,000 ไร่ ใน 11 จังหวัด ภายในปี 2569 ครอบคลุมทั้งเกษตรฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรม คาดการณ์ว่าจะช่วยลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกรวมกว่า 4,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
ฟื้นฟูป่า ภายใต้โครงการ Plant Together คือแคมเปญระดมทุนและสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวใน 11 จังหวัด ครอบคลุมการปลูกป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน และพื้นที่เสื่อมโทรม โดยเชื่อมโยงชุมชนท้องถิ่นเข้ากับเป้าหมายการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่โครงการ “กาแฟรักษ์ป่าภูชี้เดือน” จ.เชียงราย ส่งเสริมการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาป่า (Shade-grown Coffee) บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผืนป่า ลดการตัดไม้ทำลายป่า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร ปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 84 ครัวเรือน สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 5.8 ล้านบาทต่อปี พร้อมต่อยอดสู่ศูนย์การเรียนรู้โรงแปรรูปกาแฟ และที่พักโฮมสเตย์ในชุมชน
ถิ่นรมณีย์ศรีอยุธยา ปลูกต้นไม้ต้นแรก สร้างป่าสาธารณะต้นแบบของเมืองมรดกโลก 20 ไร่ รับวันวิสาขบูชาและวันต้นไม้แห่งชาติ เพื่อสร้างป่าสาธารณะ โครงการนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวบนผืนแผ่นดินที่มีรากทางประวัติศาสตร์ คืนความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยกักเก็บคาร์บอน ลดฝุ่น PM2.5 ตลอดจนเป็นพื้นที่พักผ่อนและแหล่งเรียนรู้ของชุมชน โดยตั้งเป้าดำเนินการปลูกป่าให้ครอบคลุมเต็มพื้นที่ภายในระยะเวลา 2 ปี
โครงการอนุรักษ์ป่าชายเลน ส่งเสริมชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่ชายฝั่ง จังหวัดจันทบุรี สุราษฎร์ธานี และกระบี่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูดซับคาร์บอน ลดการกัดเซาะชายฝั่ง และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญของระบบนิเวศทางทะเล ปัจจุบัน ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่
โครงการ Reef Revival 2569 ฟื้นฟูแนวปะการังด้วยวิทยาศาสตร์และหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดย Central Tham ร่วมกับกลุ่มธุรกิจในเครือ อาทิ ไทวัสดุ เซ็นทรัล ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ (CDS) และเซ็นทารา พร้อมด้วย ATMEC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ดำเนินการในพื้นที่ ณ เกาะมันใน จ.ระยอง และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โครงการมุ่งสร้างผลลัพธ์ใน 3 ด้าน ได้แก่ การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล (Marine Biodiversity) โดยคาดการณ์ว่าจะมีตัวอ่อนปะการังเกาะอาศัยในโครงสร้างกว่า 400 ตัว ภายใน 18 เดือน พร้อมติดตามสุขภาพระบบนิเวศโดยรอบครอบคลุม 10,000 ตารางเมตร การสร้างความตระหนักรู้ด้านมหาสมุทร (Ocean Literacy) ผ่านกิจกรรม Workshop ที่พนักงานมีส่วนร่วมโดยตรง และการพิสูจน์แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เชื่อมของเสียจากการดำเนินธุรกิจกลับสู่ระบบนิเวศทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม
กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ เชื่อว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อร่วมรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเราขอเชิญชวนทุกภาคส่วนลุกขึ้นลงมือทำเพื่อสภาพภูมิอากาศ #NowForClimate และร่วมขับเคลื่อนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงให้มุ่งไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป