นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา (สนศ.) กทม. กล่าวถึงการเตรียมพร้อมมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในโรงเรียนสังกัด กทม. ในช่วงเปิดภาคเรียนว่า สนศ. มีมาตรการเชิงรุกให้โรงเรียนในสังกัด กทม. แจ้งรายงานสถานการณ์เมื่อพบความเสี่ยง การติดเชื้อ และการระบาดของโรคติดต่อต่าง ๆ ผ่านช่องทาง Online ในแบบสำรวจข้อมูล Google Form พร้อมกำชับให้โรงเรียนเฝ้าระวังและสังเกตอาการของนักเรียนและดำเนินการตามมาตรการทางการแพทย์และสาธารณสุข ตามแนวทางที่ได้แจ้งให้โรงเรียนในสังกัด กทม. ได้ถือปฏิบัติตามหนังสือ กทม. ด่วนที่สุด ที่ กท 0808/ว 96 ลงวันที่ 5 พ.ค. 69 เรื่องการเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ของโรงเรียนในสังกัด กทม. ซึ่งได้กำหนดมาตรการความปลอดภัยในการตรวจสอบความพร้อมของอาคารเรียน ห้องเรียน เครื่องเล่นเด็ก ด้านสภาพแวดล้อม ความสะอาด สุขาภิบาล วัสดุการเรียนการสอน พร้อมทั้งให้สำนักงานเขตกำกับดูแลโรงเรียนในสังกัด กทม. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในสถานศึกษาอย่างเนื่อง โดยให้โรงเรียนในสังกัด กทม. ส่งเสริมการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ การล้างมืออย่างถูกวิธี การสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง จัดให้มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณอาคารเรียน ห้องเรียน ห้องน้ำ และพื้นที่ส่วนรวมอย่างสม่ำเสมอ จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ด้านสาธารณสุข เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ทำความสะอาดให้เพียงพอ พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครองเกี่ยวกับมาตรการของโรงเรียน ทั้งนี้ หากพบนักเรียน ครู บุคลากรในโรงเรียนป่วย กำหนดมาตรการให้หยุดเรียนและหยุดงาน ไปพบแพทย์รับการรักษา และพักอยู่บ้านจนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของในกลุ่มเด็กนักเรียนและการระบาดในลักษณะกลุ่มก้อน
นอกจากนี้ สนศ. ได้กำชับเน้นย้ำให้โรงเรียนในสังกัดทุกแห่ง เฝ้าระวังพร้อมคัดกรองสุขภาพเด็กนักเรียนและบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ หรือบุคคลที่มีความเสี่ยง หากพบผู้มีอาการเข้าข่ายให้แยกออกจากผู้อื่นทันที แล้วแจ้งผู้บริหารสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ทันที พร้อมทั้งประสานผู้ปกครอง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับตัวไปพบแพทย์ รวมทั้งประสานให้มีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรค แนวทางการป้องกัน และมาตรการของโรงเรียนให้ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความตื่นตระหนก และส่งเสริมความร่วมมืออย่างเป็นระบบ ตลอดจนกำหนดแผนบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการสื่อสารและประสานงานในการเตรียมความพร้อมสถานพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข พร้อมทั้งประสานบุคลากรจากสถานพยาบาลในพื้นที่เขตซึ่งอยู่ใกล้บริเวณโรงเรียน ร่วมชี้แจงสิทธิการรักษา การเข้ารับวัคซีน ตลอดจนสนับสนุนพื้นที่ภายในโรงเรียนให้เป็นสถานที่เผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนเกี่ยวกับมาตรการป้องกันโรคต่อไป
นางสาวกาญจนา ภูพิพัฒน์ผล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม (สพส.) กทม. กล่าวว่า สพส. ได้ประสานแจ้งสำนักงานเขตที่มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในพื้นที่ทั้ง 45 เขต ให้ปฏิบัติตามมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคมือ เท้า ปาก โรคอุจจาระร่วง และโรคติดต่อโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน โดยขอความร่วมมือสำนักงานเขตเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดและศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนประชาสัมพันธ์ผ่านกลุ่มไลน์ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อที่พบบ่อยในช่วงเปิดภาคเรียนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับมาตรการป้องกันโรคติดต่อในสถานศึกษา ประกอบด้วย (1) คัดกรองเด็กนักเรียน ครู บุคลากรก่อนเข้าสถานศึกษา ตามมาตรฐานงานอนามัยโรงเรียน หากมีไข้ (อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียส) เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก หรือมีแผลในปาก ตุ่มน้ำพองตามร่างกาย เป็นต้น จะแยกเด็กออกจากเด็กปกติ พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลอาการเจ็บป่วยของเด็กนักเรียน เพื่อใช้ในการตรวจสอบการป่วยเป็นกลุ่มก้อน (2) แยกเด็กป่วยและดูแลเด็กป่วยไม่ให้คลุกคลี หรือใช้สิ่งของร่วมกันกับเด็กปกติ พร้อมแจ้งผู้ปกครองมารับพาไปพบแพทย์ และให้หยุดรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ (3) ปิดสถานศึกษา (กรณีเกิดการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก เท่านั้น) ตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ในห้องเดียวกัน ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ หรือมีผู้ป่วยตรวจยืนยันติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ตั้งแต่ 1 รายขึ้นไป พิจารณาปิดเฉพาะห้องเรียน อย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาด (4) ทำความสะอาด ทำลายเชื้อ และการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ทั้งของเล่น ของใช้เด็กและบริเวณที่มีการสัมผัสหรือใช้งานร่วมกันบ่อย ๆ ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ส่วนพื้นห้องเรียน อาคารสถานที่ ให้ใช้ผงซักฟอก หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำยาฟอกขาวในการเช็ดทำความสะอาด อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง (5) ล้างมือบ่อย ๆ อย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน
(6) เสริมสร้างพฤติกรรมสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยใช้ของส่วนตัว ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น ได้แก่ แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ชาม เป็นต้น ปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอ จาม และเช็ดน้ำมูกด้วยทิชชู่ หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวเด็ก หรือใช้ต้นแขนเสื้อบริเวณข้อศอกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ สวมใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 1 – 2 เมตร (7) การดูแลสุขาภิบาลอนามัยสิ่งแวดล้อม กรณีพบเด็กนักเรียนป่วย ให้หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปรับอากาศ ให้เปิดประตู หน้าต่างแทน (8) พัฒนาศักยภาพผู้ดูแลแลเด็ก และบุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ต้องได้รับการอบรม เรื่องการป้องกันควบคุมโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็ก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (9) หากพบเด็กป่วยเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) ประสานแจ้งศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ทราบทันที และ (10) ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของเด็ก หากพบว่าเด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ให้แนะนำผู้ปกครองพาเด็กไปรับวัคซีนที่ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน