PROUD เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 1,265 ล้านบาท กำไรสุทธิ 54 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพการพัฒนาโครงการระดับลักชัวรีตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทย-ต่างชาติ โชว์ Backlog คุณภาพสูงกว่า 5,320 ล้านบาท มุ่งกลยุทธ์บริหารจัดการเชิงรุกติดตาม Feedback ลูกค้าใกล้ชิด บริหารแผนโอนกรรมสิทธิ์ จัดโปรโมชั่นมัดใจกลุ่มกำลังซื้อสูง ควบคุมต้นทุนการเงิน บริหารอัตราส่วนหนี้สินเหมาะสม รักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ
นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 1,265 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 54 ล้านบาท โดยผลประกอบการยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง แม้รอบการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการแตกต่างจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับรายได้หลักในไตรมาส 1/2569 มาจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ นิว ดิสทริค อาร์ 9 (Nue District R9) มูลค่า 1,124 ล้านบาท คิดเป็น 89% ของรายได้รวม รองลงมาคือโครงการ เวหา หัวหิน (VEHHA Hua Hin) มูลค่า 119 ล้านบาท คิดเป็น 9% และโครงการวารัณย์ แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ (VARUNN) มูลค่า 22 ล้านบาท คิดเป็น 2% โดยโครงการเริ่มเปิดตัวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและสามารถทยอยรับรู้รายได้ได้ทันที สะท้อนถึงศักยภาพของโครงการระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด Wellness และ Privacy ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ทั้งชาวไทยและต่างชาติ และกลุ่มนักลงทุนที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงมียอดขายรอโอน (Backlog) คุณภาพสูงจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง และเพื่อการลงทุน มูลค่ารวมถึง 5,320 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในอนาคต
นายพสุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในไตรมาสแรกยังคงอยู่ในช่วงปรับสมดุล ท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ยังคงเข้มงวดและกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ส่งผลให้ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจซื้อนานขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแมส อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน และลักชัวรียังคงมีเสถียรภาพ และให้ความสำคัญกับโครงการที่มีคุณภาพ ทั้งด้านทำเล การออกแบบ และแนวคิดการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และสุขภาพ
ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Demand” โดยมุ่งเน้นการทำ Targeted Marketing ไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อจริง และให้ความสำคัญกับการติดตามลูกค้าอย่างใกล้ชิดในทุกกระบวนการ เพื่อรับฟัง Feedback และนำมาปรับกลยุทธ์ด้านการขาย การตลาด และการบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงจัดแคมเปญการตลาดและโปรโมชันอย่างต่อเนื่อง ผ่านข้อเสนอที่ช่วยลดภาระการตัดสินใจของลูกค้าเพื่อให้การโอนกรรมสิทธิ์เป็นไปตามแผนที่วางไว้
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 สามารถปรับลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt/Equity) ลงมาอยู่ที่ 1.6 เท่า จาก 1.9 เท่า ณ สิ้นปีก่อน สะท้อนถึงวินัยทางการเงินและประสิทธิภาพในการบริหารโครงสร้างเงินทุน ขณะเดียวกันยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในระดับที่เพียงพอ รองรับการพัฒนาโครงการและบริหารภาระทางการเงินได้อย่างเหมาะสม รวมถึงได้รับความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินชั้นนำ ซึ่งช่วยสนับสนุนการบริหารต้นทุนทางการเงิน และเสริมศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการส่วนใหญ่ของบริษัทจะดำเนินการก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์ และพร้อมทยอยโอนกรรมสิทธิ์ บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบผ่านกลยุทธ์ Proactive Management ทั้งการทำ Early Procurement การจองราคาวัสดุล่วงหน้า และการกระจายฐาน Supplier เพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้าง รองรับแผนพัฒนาโครงการในอนาคต และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ