เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอิน รองรับโอกาสเติบโตยั่งยืน
บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) เปิดแผนการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เดินหน้าขยายศักยภาพการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ ชู 3 กลยุทธ์ ลงทุนในโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (เฟส 3)–พัฒนาโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม–เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอินเพื่อการบริโภค ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิ 750-800 ล้านบาท ในปี 2571 รองรับโอกาสการเติบโตในตลาดอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจรระดับประเทศ
นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (PCE) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งสู่ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจรระดับประเทศ พร้อมสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัทในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพ มีการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิ 750-800 ล้านบาท ในปี 2571
“สำหรับแผน JUMP+ บริษัทฯ มุ่งก้าวเป็นผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจรระดับประเทศ ที่โดดเด่นด้านการบริหารจัดการและความยั่งยืนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมส่งมอบผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) คุณภาพสูงให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยอาศัยเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง และความเชี่ยวชาญแบบรอบด้าน ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และระบบขนส่งที่ครบวงจร เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ บริษัทฯ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย 3 กลยุทธ์ ทั้งการขยายกำลังการผลิตโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบและโรงผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอิน รวมไปถึงการพัฒนากระบวนการผลิตโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า รองรับโอกาสการเติบโตของตลาด”
โดยกลยุทธ์ที่ 1 การลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (เฟส 3) เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบจากเดิม 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง เป็น 210 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง มุ่งลดการพึ่งพาการจัดซื้อน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) จากหน่วยงานภายนอกเพื่อมาผลิตผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง และยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ สู่ระดับ 6%
กลยุทธ์ที่ 2 ยกระดับขีดความสามารถโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม (เฟส 3) โดยมีการลงทุนเครื่องจักรใหม่และปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มคุณภาพน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันปาล์มดิบให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นและกระบวนการกลั่นสองขั้นตอน (Double-refined processing) ซึ่งจะช่วยรองรับการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรเพิ่มขึ้นสูง ต่อยอดการพัฒนาสินค้าคุณภาพสูง (High Value Added) และสนับสนุนการขยายฐานตลาดให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
และกลยุทธ์ที่ 3 การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอินของบริษัทฯ จาก 300 ตันต่อวัน เป็น 700 ตันต่อวัน เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและรองรับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายน้ำมันปาล์มโอเลอินบรรจุขวด แบรนด์ “รินทิพย์” ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มโอเลอิน ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ขับเคลื่อนรายได้ให้กลุ่มบริษัท รองรับโอกาสทางธุรกิจที่มีการเติบโตสูงในอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน PCE ยังดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อเสริมสร้างกรอบการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ ป้องกันการทุจริต โดยมีการทบทวนนโยบายภายในอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร ที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งได้รับการรับรองจากแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption – CAC) ภายในปี 2571
ในส่วนของแผนด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (พ.ศ. 2569–2571) โดยเริ่มจากการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO14064-1 และ อบก. พร้อมประเมินความเสี่ยงทางการเงินจากสภาพภูมิอากาศ (TCFD) อย่างรอบด้าน ในปี 2569 ก่อนจะยกระดับระบบการจัดเก็บข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐาน SBTi ในปี 2570 และบูรณาการระบบบริหารจัดการข้อมูลความยั่งยืนเข้ากับผลประกอบการทางการเงิน ภายในปี 2571 ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก และการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนเพื่อรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 การดำเนินงานด้าน ESG ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้นี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ นักลงทุนสถาบันและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับสากล ถึงความมั่นคงและยั่งยืนของธุรกิจ